Sticky Note

เวบ PhotoBucket ไม่อนุญาตให้ใช้ภาพบนเวบอื่นอีกต่อไป ตอนนี้ภาพบนเวบเกือบทั้งหมดจึงล่มสนิท และผมยังไม่สามารถแก้ไขได้ในเร็วๆนี้ OTL
ช่วงนี้คงต้องรบกวนให้ผู้ที่สนใจช่วยกดคลิกขวาที่รูปภาพแล้วเลือก Open Image in New Tab (เปิดรูปภาพในแท็บใหม่) ไปก่อนครับ ' w')/

CoLA - 010


東方香霖堂 ~ Curiosities of Lotus Asia.
โทวโฮวโควรินโดว (ร้านโควรินโดวแห่งตะวันออก) ~ ความอยากรู้อยากเห็นของดอกบัวเอเชีย


.........................................................................................................................................................................................


ตอนที่ 10
「ดอกฮิกันบานะแห่งเนินไร้ญาติ」

 

พิษของดอกฮิกันบานะสีแดงสด, กีดขวางเส้นทางอยู่
ผืนดินแห่งนี้ได้รับการปกป้องจากดอกฮิกันบานะรูปร่างประหลาด, ผืนดินแห่งนี้จึงไร้แก่นสารและงดงามจนไม่อาจคิดได้ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้
และคาดว่าที่นี่คือ 『จุดตัดของเขตแดนซึ่งไม่น่าเป็นไปได้』
เกิดจากการผสมปนเปของเขตแดนระหว่างภายนอกและภายใน, และต่างโลกอีกหนึ่งแห่ง
(นัยถึง โลกภายนอก เกนโซวเคียว และโลกวิญญาณ)
ณ สถานที่ซึ่งมหัศจรรย์เช่นนี้, มีอุปกรณ์ที่ไม่เคยเห็นตกอยู่เช่นกัน

「ที่นี่เป็นภูเขาสมบัติชัดๆเลย」



เมื่อเข้าสู่ช่วงฮิกัน(เซ่นไหว้บรรพชน)แห่งฤดูใบไม้ร่วง, แน่นอนว่าผมต้องไปเยี่ยมสุสาน
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น, ที่ที่ผมจะไปก็ไม่ใช่สุสานธรรมดา
แต่เป็นสถานที่หลับใหลของเหล่าผู้ตาย(仏)ที่ไม่ทราบตัวตนแน่ชัดและมนุษย์ที่ไม่มีญาติในเกนโซวเคียว
ใช่แล้ว, ผมจะไปที่เนินไร้ญาติ (無縁塚) นั่นเอง
(คำว่า 仏 ปกติจะหมายถึง พระพุทธเจ้า หรือศาสนาพุทธ แต่มีอีกความหมายหนึ่งคือ ผู้ตาย)

ทำไมในเกนโซวเคียวที่มีมนุษย์อยู่ไม่มากจึงมีสถานที่อย่างเนินไร้ญาติอยู่งั้นเหรอ
เพราะที่นั่นมีผลกระทบต่อความสมดุลระหว่างมนุษย์กับโยวไคในปัจจุบันไงล่ะ
มนุษย์ที่จะกำราบโยวไคอย่างสมบูรณ์ก็ไม่มีแล้ว, โยวไคเองก็แทบจะไม่ทำร้ายมนุษย์ชาวเกนโซวเคียวเช่นกัน
หากจำนวนมนุษย์และจำนวนโยวไคเพิ่มไปมากกว่านี้ก็จะเดือดร้อน, ลดลงไปมากกว่านี้ก็ยิ่งเดือดร้อน

หากปล่อยศพทิ้งเอาไว้, ส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นอาหารของโยวไค
หากโยวไคที่กินศพออกมาเดินเพ่นพ่านก็จะไม่เป็นผลดีต่อสุขอนามัย
และโรคติดต่อจะแพร่ระบาดเอาได้
จึงไม่เป็นผลดีต่อมนุษย์เลย
อีกอย่าง, มนุษย์ที่ตายแล้วก็อาจกลายเป็นโยวไคได้
การที่จำนวนมนุษย์ลดลงแล้วจำนวนโยวไคเพิ่มขึ้น, จะทำลายความสมดุลที่ลงตัวดีแล้วในตอนนี้เอาได้

ด้วยเหตุนั้นเอง, เกนโซวเคียวในช่วงนี้จึงไม่พยายามปล่อยศพทิ้งไว้ แม้แต่ศพของผู้ตายที่ไม่ทราบตัวตนแน่ชัดก็เช่นกัน
ศพพวกนั้นจะถูกรวบรวมมาไว้ที่นี่ แล้วทำพิธีเผาศพ
ว่ากันว่า, ด้วยเหตุนี้ทำให้มนุษย์ที่ตายในเกนโซวเคียวจะสูญเสียร่างเนื้อแล้วกลายเป็นโบวเรย์(วิญญาณ)

ผู้ตายไร้ญาติ (無縁仏) ก็ถูกรวบรวมมาทำพิธีเผาศพเช่นกัน, เถ้ากระดูกก็จะถูกฝังไว้ทั้งอย่างนั้นที่เนินไร้ญาติ
ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่งั้นเหรอ, แน่นอนว่า, เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้ตายไร้ญาติไงล่ะ
และแน่นอนว่า, ไม่ใช่มาเพื่อเก็บอุปกรณ์จากโลกภายนอก 「ที่แม้แต่ในโลกก็หาได้ยาก」 ซึ่งตกมาพร้อมกับผู้ตายไร้ญาติจากโลกภายนอกหรอกนะ

ใช่แล้ว, ผู้ตายไร้ญาติที่ไม่มีญาติอยู่ในเกนโซวเคียวพวกนี้ส่วนใหญ่ก็คือ, มนุษย์จากโลกภายนอก
ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งกำแพงระหว่างโลกวิญญาณกำลังอ่อนแรง, เพราะผลกระทบนั่นล่ะมั้ง, จึงเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้กับโลกภายนอกด้วย
ที่นี่จึงมีทั้งผู้คน ทั้งวิญญาณ และอุปกรณ์แปลกประหลาดมาตกอยู่บ่อยๆ

「เพราะพิษสีแดงฉานของดอกฮิกันบานะ, ที่นี่จึงไม่ถูกบุกรุกทำลาย
 ที่นี่เป็นภูเขาสมบัติชัดๆเลย」

กระบวยที่ไม่มีก้นมาตั้งแต่แรก, ตะเกียงวิญญาณมนุษย์ที่จุดไฟให้สว่างได้ด้วยวิญญาณมนุษย์, มีแต่ของที่น่าสนใจทั้งนั้นเลย
ของเหล่านี้เป็นของจากโลกภายนอกงั้นเหรอ, หรือว่าของจากโลกวิญญาณกันนะ ?
อาจจะย้ำหลายครั้งแล้ว, แต่ผมไม่ได้มาเพื่อเก็บของหายากจริงๆนะ, ผมมาเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้ตายไร้ญาติต่างหาก
ของจากโลกภายนอกที่กำลังเก็บอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตอนนี้เนี่ย, คือค่าตอบแทนที่ไว้อาลัยแด่ผู้ตายไร้ญาติไงล่ะ
ผมเลยกำลังเก็บของอย่างสง่าผ่าเผยเท่านั้นเอง



แต่ทว่า, ความบันเทิงในอารมณ์นั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเหตุวิปลาสที่ไม่อาจเข้าใจจนได้

เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่กำลังนับกระดูกหลังพิธีเผาศพ
แบบว่า, จำนวนผู้ตายก่อนเผากับจำนวนกระดูกมันไม่ตรงกัน
แล้วก็ไม่ใช่ว่ามีผู้ตายเกินมาหนึ่งคน
แต่เกินมาเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ยังไงก็เป็นศพที่ไม่มีญาติมาเก็บกระดูกไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว, เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ว่า... ...



「――มีผู้ตายไร้ญาติมากขนาดนั้นเลยเหรอ ? คุณรินโนะสุเกะ」

ผมกลับมาที่ร้าน 「โควรินโดว」 ของตัวเองโดยที่ยังไม่สามารถไขปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจได้
ระหว่างที่เจ้าของร้านอย่างผมไม่อยู่
มิโกะที่ทำอะไรตามอำเภอใจเสมอ กับจอมเวทที่มักจะทำอะไรตามอำเภอใจ, กำลังนั่งพักผ่อนตามอำเภอใจภายในร้านของผม
ก็เหมือนกับทุกทีนั่นล่ะนะ

「อืม, ผู้ตายไร้ญาติส่วนใหญ่ก็คือมนุษย์จากโลกภายนอกไงล่ะ
 อย่างที่เรย์มุเองก็น่าจะรู้, มนุษย์น้อยคนนักในเกนโซวเคียวที่จะไม่มีญาติ
 แต่ว่า, เพราะมีมนุษย์จากโลกภายนอกเข้ามาหลงทาง หรือกลายเป็นอาหารของโยวไคที่หนีไปแล้ว, จึงต้องมีผู้ตาย(仏)ที่เนินไร้ญาติแน่นอน」

「แล้ว, ของสัพเพเหระที่ถืออยู่ในมือนั่นมันอะไรล่ะ ?
 เก็บของไร้สาระมาเยอะแยะตามเคยเลยนะ」

ถึงมาริสะจะพูดแบบนั้น
แต่จะว่ายังไงดีล่ะ, ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วเธอสนใจของที่ผมเก็บมาต่างหาก

「เนี่ยเหรอ ? ของที่ตกอยู่ในเนินไร้ญาติโน่นไงล่ะ
 มาริสะ」

「โจรปล้นสุสานว่ะ」

「โจรปล้นสุสานสินะ, ไม่ชอบเลย」

「โจรปล้นสุสาน ? นี่ไม่ใช่ของเซ่นไหว้นะ
 แล้วปกติเนี่ย, มีใครที่ไหนในเกนโซวเคียวไปเซ่นไหว้ที่เนินไร้ญาติด้วยเหรอ ?
 ข้าวของเหล่านี้น่าจะไหลเข้ามาเองมากกว่า, เป็นของที่คนไม่มีมารยาททิ้งเอาไว้ไงล่ะ」

「อะไรกัน, ขยะหรอกเหรอ
 ของพรรค์นั้นใครจะไปซื้อล่ะวะ」

「ไม่ขายหรอก
 ในเร็วๆนี้นะ」

กว่าขยะจะกลายเป็นอุปกรณ์ได้นั้นต้องใช้เวลาพอสมควร
เหมือนกับการเวียนว่ายตายเกิดนั่นล่ะ

ไหนๆก็ถูกตัดบทแล้ว, ผมเลยเปลี่ยนเรื่องให้โยงไปถึงกระดูกที่เกินมาซึ่งผมไม่อาจเข้าใจได้ และถือเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครู่

「ว่าแต่ว่านะ เรย์มุ
 ช่วงนี้ไม่มีเหตุวิปลาสใหญ่ๆในเกนโซวเคียวบ้างเลยเหรอ ?」

「นั่นสิน้า
 เหตุวิปลาสใหญ่ๆ จะว่ามีก็มีอยู่หรอก, แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนะ」

「ยังแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องใหญ่รึเปล่าเหมือนเคยเลยนะ
 ช่างเถอะ, มันเกิดเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้ขึ้นมานิดหน่อยน่ะ... ...」

ผมลองถามทั้งสองแบบอ้อมๆเกี่ยวกับกระดูกที่ผมสนใจ

「อ๋า--- อะไรนะ ?
 อยากกินซูชิงั้นเหรอ ?
(อัฐิ (กระดูก) = 舎利 (ชาริ) ส่วนซูชินั้นต้องใช้ข้าว (ชาริ) ในการทำ มาริสะจึงนึกว่าพูดถึงซูชิ)

มาริสะพูดอะไรไม่รู้เรื่อง, งั้นปล่อยไปดีกว่า

「เรื่องนั้นจริงเหรอ ?
 ที่ว่ามีกระดูกเกินมา... ...」

「อืม, ดูสิ นี่คือชิ้นหนึ่งจากทั้งหมด」



「แหงะ, เอาของพรรค์นั้นมาด้วยเหรอเนี่ย」

「กระดูกแขนขวา... ...ล่ะมั้ง ?
 ช่วงฮิกันของฤดูใบไม้ผลิก็เคยเจอขาขวาเกินมาเหมือนกัน... ...」

「อย่าบอกนะว่าคิดจะรวบรวมร่างครึ่งขวาที่กระจัดกระจายไปน่ะ ?」

เรย์มุพูดแบบนั้น

「เป็นไปไม่ได้หรอกน่า
 แต่ถ้าจะพูดแบบนั้นน่ะ, มันต้องรวบรวมให้ครบทั้งตัวไม่ใช่เหรอ ?
 ทำไมถึงต้องจำกัดว่าเป็นครึ่งขวาด้วยล่ะ ?」

「ถึงยังไงก็เถอะ, ฉันไม่มีอะไรที่สะกิดใจเลยสักนิดล่ะ
 ส่วนใหญ่, คุณผู้ตาย(仏)เหล่านั้นก็คือมนุษย์จากโลกภายนอกใช่มั้ยล่ะ ?
 ถ้าจะมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น ก็ต้องเกิดที่โลกภายนอกสิ ?」

「มิโกะเรียกศพ(死体)ว่าผู้ตาย(仏)เนี่ยก็น่าสนใจดีว่ะ」

มาริสะพูดเรื่องจริงจังให้กลายเป็นเรื่องเล่น

「อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้, แต่ศพผู้ตายกระจัดกระจายแล้วเข้ามาในเกนโซวเคียวแค่นิดเดียวเนี่ยนะ... ...
 ถ้าไม่มีใครกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่ที่โลกภายนอกก็คงจะดีหรอก」

「กระดูกนั่นน่ะ
 ต้องไม่ใช่ของมนุษย์แน่เลย」

เรย์มุเริ่มพูดอะไรแปลกๆออกมาอีกแล้ว

「ดูยังไงก็เป็นกระดูกของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ
 ถ้างั้นเรย์มุจะบอกว่านี่เป็นกระดูกของอะไรล่ะ」

「ก็แหม... ..., ไม่รู้สึกถึงจิตวิญญาณตอนที่ยังมีชีวิตจากกระดูกนั่นเลยสักนิดนี่นา」

「เห~
 ไม่เคยได้ยินว่าเรย์มุมองเห็นของพรรค์นั้นได้ด้วยเลยว่ะ」

มาริสะพูดพลางแสร้งทำเป็นประหลาดใจ

「แหม, ฉันเป็นมิโกะนะ ?」



――วันต่อมา, ผมมาที่เนินไร้ญาติอีกครั้ง
แน่นอนว่ามาเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้ตายไร้ญาติ

สุดท้าย, เมื่อวานก็ยังไม่เข้าใจเรื่องกระดูกที่เกินมา, กลับกัน, ดันจบลงโดยที่มีประเด็นให้ไม่เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก
ไม่ใส่ใจกับเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจ, ความสามารถพิเศษอันแสนสำคัญที่ผมลืมใช้ไปเลย... ..., แต่ก็อยากลืมอยู่หรอก... ...

「หืม---
 ส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่คาด, แต่ก็มีเรื่องที่ผิดคาดแฮะ」

โอ๊ะ, ผมเองก็เผลอพูดแบบเรย์มุไปซะได้

สิ่งที่เป็นไปตามคาดคือ วันนี้ก็มีกระดูกส่วนเกินตกอยู่
ส่วนที่ผิดคาดก็คือ กระดูกที่พบนี้เป็นเหมือนกับของเมื่อวาน, เป็น 「แขนขวา」 นั่นเอง
ไม่สิ, พอลองมองรอบๆให้ดีๆก็พบว่า, มีกระดูก 「แขนขวา」 ตกอยู่ที่อื่นด้วยเช่นกัน

「วันนี้เป็นวันฮิกันแขนขวาสินะ」

น่าแปลก
หากกระดูกพวกนี้เป็นของมนุษย์จากโลกภายนอก
แสดงว่าที่โลกภายนอกมีมนุษย์จำนวนมากนิยมตัดขาดญาติมิตรเฉพาะแขนขวาอยู่
ไม่สิ, มนุษย์ไม่น่าจะทำแบบนั้นได้
หรือต่อให้เสียแขนเพราะอุบัติเหตุ, ก็ไม่สามารถตัดความสัมพันธ์ระหว่างร่างกับแขนได้
ต่อให้อยู่ห่างจากร่างกาย, แขนก็จะเรียกหาร่างกายเดิม, ร่างที่ไม่มีแขนจึงคิดว่าตนยังมีแขนอยู่
เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์นั้น, มีจิตวิญญาณสถิตอยู่ทั่วร่างโดยไม่สนใจสภาพของร่างเนื้อนั่นเอง

ณ จุดนี้, ผมลองทบทวนถึงอะไรสักอย่างที่ได้รับผลกระทบจากเขตแดนที่ห้อมล้อมเกนโซวเคียวเอาไว้
สิ่งที่เขตแดนก่อให้เกิดผลกระทบ, นั่นก็คือ 「ความคิด」 ของผู้คน
หากกำแพงทางกายภาพคือ 「กำแพงที่ไม่ยอมให้ร่างเนื้อผ่านไป」, เขตแดนก็คือ 「กำแพงที่ไม่ยอมให้ความคิดผ่านไป」
การข้ามเขตแดน, หรือที่เรียกกันว่า เทพลักซ่อน นั้น
เกิดขึ้นเมื่อจิตใจอยู่ในสภาพพิเศษ หรือสติเลือนราง, จากนั้นทั้งร่างจะบินข้ามมาแน่นอน
การที่บินข้ามเขตแดนมาเฉพาะแขนนั้น, แสดงว่าแขนกับร่างมีความคิดที่แตกต่างกันแล้ว
มนุษย์ที่ทำงานโดยร่างกายกับแขนมีความคิดต่างกันงั้นเหรอ ?
ไม่คิดว่าจะมีมนุษย์แบบนั้น, ยิ่งจำนวนมากขนาดนี้ยิ่งไม่คิดว่าจะมีเข้าไปใหญ่
หรือจะไม่ใช่แขนของมนุษย์อย่างที่เรย์มุพูดจริงๆกันแน่นะ



... ...ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ช่างเป็นกระดูกที่สวยจริงๆ
เป็นกระดูกที่ไม่เห็นมีร่องรอยของความลำบากในการใช้ชีวิตเลย
ดูจากขนาดก็แสดงว่าเป็นผู้ใหญ่, แต่กระดูกกลับเหมือนของทารกเลย
มนุษย์สามารถเติบโตขึ้นทั้งที่ยังงดงามขนาดนี้ได้ด้วยเหรอ
ถูกเลี้ยงในตระกูลที่ใช้ชีวิตได้โดยไม่มีอะไรต้องลำบาก, เลยกลายเป็นแบบนี้งั้นเหรอ

ขณะที่กำลังคิดเรื่องนั้น, สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับดอกฮิกันบานะที่บานอยู่ตรงเท้า
ลำต้นไม่มีใบ, ดอกฮิกันบานะรูปร่างประหลาดที่งอกขึ้นมาตรงๆจากพื้นดิน, และที่ปลายนั้นมีดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่บานอยู่
ไร้ซึ่งกิ่งก้าน, ซ้ำยังมีพิษที่ดอก, ช่างเป็นดอกไม้ที่เหมาะกับผืนดินแห่งการหลับใหลของผู้ตายไร้ญาติจริงๆ
ความงามที่ไม่มีพันธะยึดเหนี่ยวต่อสิ่งใด, ผมประทับใจแบบนั้น
... ...ผู้ตายที่ตัดความสัมพันธ์เฉพาะแขนขวาที่งดงามนี้
ผมจินตนาการว่าแขนขวางอกขึ้นมาเป็นทิวแถวราวกับดอกฮิกันบานะ, แล้วรู้สึกสยองนิดหน่อย



「――แล้วจากนั้น, แขนขวารุ่นผลิตจำนวนมากพวกนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ ?」

เมื่อผมกลับมาถึงร้านก็พบว่า เรย์มุและมาริสะซึ่งชอบทำอะไรตามอำเภอใจเหมือนทุกที, กำลังรอผมอยู่

「อืม, อยู่นี่อันนึง」

「อย่าเอากลับมาเพียงเพราะว่ามันมีเกินจำนวนสิ~」

เรย์มุพูดพลางแทะขนมเซมเบ้พร้อมถือน้ำชาไว้ในมือ

「อืม---
 มีเรื่องที่สนใจนิดหน่อยน่ะ... ...」

ผมมุ่งหน้าเข้าไปในร้าน, แล้วเทียบระหว่างกระดูกที่เก็บมาเมื่อครู่กับกระดูกที่เก็บมาเมื่อวาน

「เรื่องที่สนใจเนี่ย อะไรล่ะ ?
 อ้อ, ขนมเซมเบ้เนี่ยวางอยู่ที่ชั้นวางของตรงนี้, ไม่ใช่ตรงโน้นนะ ?」

ผมไม่ใส่ใจเรื่องแบบนั้นหรอก
ขนมเซมเบ้ที่วางอยู่ในชั้นวางของใกล้เรย์มุนั่น, เป็นของที่ค่อนข้างแพงเลยทีเดียว
เรย์มุมีนิสัยชอบหยิบของที่ดีที่สุดในร้านโดยไม่ต้องเลือกเป็นประจำ
ถ้าอย่างนั้น, ร่างจริงของขนมเซมเบ้ที่เรย์มุกำลังกินอยู่นั่นก็คือ... ...

「เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว, ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอยู่สักหน่อย !
 กระดูกต่างหากล่ะ กระดูก」

เมื่อผมพูดแบบนั้น, มาริสะก็วางหนังสือแบบอารมณ์ไม่ดีนิดหน่อย

「เฮ้อ---, พอดีกว่าว่ะ
 ถ้าอยากกินขนาดนั้นล่ะก็, วันนี้ฉันจะทำอาหารให้เอง」

พูดเสียงดังราวกับเอือมระอา, แล้วก็เข้าไปในครัว

แหม่ ไม่รู้ว่าอารมณ์เสียเรื่องอะไร, แต่ถ้าเป็นมาริสะ ยังไงก็คงเป็นเรื่องเรียบง่ายนั่นล่ะ
เธอบอกว่าจะเตรียมอาหารให้, ก็แสดงว่าไม่ได้อารมณ์เสียมากมายขนาดนั้น... ...
ตอนนี้ที่สำคัญกว่าก็คือ, เรื่องของกระดูก

「แล้วไงต่อ ? ที่ว่าสนใจเรื่องกระดูกเนี่ยคืออะไรเหรอ ? คุณรินโนะสุเกะ」

「อ้อ, แขนขวาที่เก็บได้เมื่อวาน กับแขนขวาที่เก็บได้วันนี้, พอลองมองดูดีๆแล้ว... ...
 ดูตรงไหนก็เป็นของที่เหมือนกันเปี๊ยบเลย
 ต่อให้เป็นฝาแฝดก็ไม่มีทางเหมือนกันได้ขนาดนี้
 ราวกับว่าจำลองแบบมาทั้งอย่างนั้นเลยมากกว่า」

「แล้ว, มีอะไรน่าสนใจล่ะ ?」

「ไม่เข้าใจเหรอ ? พูดง่ายๆก็คือ แขนขวานี่กับแขนขวานั่น, เป็นแขนขวาของคนๆเดียวกัน... ...คิดว่านะ」

「เห, ประหลาดดีนะ
 แต่อาจเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้มั้ง」

「กะตัดจบด้วยคำตอบที่ไม่มีความหมายแบบนั้นเลยเหรอ ?」

เรย์มุวางน้ำชาราวกับจะยอมตัดใจนิดหน่อย

「ก็แหม, มันเป็นเรื่องของโลกภายนอกนี่นา ?
 ต่อให้เกิดอะไรขึ้นที่โลกภายนอกมันก็อยู่เหนือการควบคุมดูแลของฉันนะ
 แถมไม่รู้เลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นที่โลกภายนอกด้วย
 กระดูกนั่นเองก็, คงเป็นกระดูกของมนุษย์ที่มีหกแขนหรืออะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง ?」

「ต่อให้เป็นมนุษย์ที่มีหกแขน, การที่ข้ามเขตแดนมาเฉพาะแขนขวามันก็ผิดธรรมชาติอยู่ดีนะ
 เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขตแดนไม่ใช่เหรอ ?
 ถ้างั้นก็น่าจะเข้าใจนี่นาว่า, การที่ร่างกายเพียงส่วนเดียวสามารถข้ามเขตแดนได้น่ะคือร่องรอยของโยวไค
 เพราะว่าเขตแดนไม่ใช่กำแพงสักหน่อย」

「งั้นเหรอ ? ได้ยินเรื่องที่น่าสนใจแล้วสิ」

「พูดว่า งั้นเหรอ เนี่ยนะ
 เธอรู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองเป็นมิโกะน่ะ ?」



「ฉันรู้จักอยู่คนหนึ่งที่ส่งร่างกายเพียงส่วนเดียวข้ามเขตแดนได้สบายๆอยู่หรอกนะ... ...อ๊ะ แต่ยัยนั่นไม่ใช่มนุษย์นี่เนอะ」

「ถึงได้บอกไงว่าแขนของมนุษย์น่ะเป็นไปไม่ได้
 ของแบบนี้มันเรียกว่าอะไรนะ ?
 OOPARTS รึเปล่าหว่า ?」
(ย่อมาจาก Out-Of-Place ARTifactS หมายถึง วัตถุทางประวัติศาสตร์หรือวัตถุโบราณที่อยู่ผิดที่ผิดทาง)
(ตัวอย่างเช่น ขุดพบแว่นตาอยู่ข้างๆฟอซซิลไดโนเสาร์ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในแง่ของยุคสมัย)
(ดังนั้น OOPARTS พวกนี้จึงมักจะสร้างความปวดหัวมึนงงแก่นักสำรวจเป็นอย่างยิ่ง)

ไม่ใช่โว้ย, แว่วเสียงมาริสะตบมุข
ไม่สิ, เธอน่าจะกำลังเตรียมอาหารตามอำเภอใจอยู่, อาจจะหูแว่วไปเองก็ได้มั้ง

「เป็นแขนที่เหมือนกับของทำขึ้นเลยนะ
 ไม่มีร่องรอยว่าเคยมีวิญญาณสถิตอยู่เลยด้วย... ...ไม่คิดว่าเป็นแขนที่เคยมีชีวิตและผ่านการใช้ชีวิตมาก่อนเลยล่ะ」

เรย์มุวางขนมเซมเบ้, แล้วเริ่มพิเคราะห์กระดูกบ้าง
อีกมือหนึ่งยังถือน้ำชาอยู่, แค่เปลี่ยนจากขนมเซมเบ้เป็นกระดูกเท่านั้น
ถ้าเธอเหม่อลอยก็คงจะเข้าใจผิดจนกินกระดูกเข้าไปทั้งอย่างนั้นล่ะมั้ง

「แขนเนี่ย, ไม่มีความคิดของผู้คนอยู่เลยใช่มั้ยล่ะ ?
 เพราะงั้นเลยข้ามเขตแดนมา, เหมือนกับพวกอุปกรณ์ที่ไหลมาเป็นบางครั้งนั่นแหละ
 แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ต้องเคยเป็นสิ่งมีชีวิตแน่ๆ, จะว่ายังไงดีล่ะ แบบว่ามนุษย์ที่มีเฉพาะแขนขวาแต่ไม่มีร่างกายไง
 มองด้วย 「ตาของผม」 ก็ดูเหมือนจะระบุได้ว่าเป็นมนุษย์แน่นอนเสียด้วยสิ
 ถ้าหากคาดคะเนจากตรงนั้นล่ะก็.... ...」

แล้วผมก็ชะงักไป
ผมจินตนาการถึงแขนของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นในฐานะอุปกรณ์ให้มีรูปร่างเหมือนจริง ในสถานที่แบบพวกห้องทดลองหรือโรงงาน
ก็เลยหยุดพูดไป
คิดทบทวนถึงการสร้างสรรค์ที่สมควรถูกลงโทษเนื่องจากดูถูกชีวิต
ผมไม่อยากคิดเลยว่ามนุษย์จะทำเรื่องที่โง่เขลาแบบนั้น

「ถ้ามนุษย์โลกภายนอกไม่ได้ทำเรื่องโง่เขลาลงไปก็คงจะดีหรอก... ...」

ผมพูดออกไปแค่นั้น

「แหม, คุณรินโนะสุเกะเลี้ยงชีพด้วยอุปกรณ์จากโลกภายนอกที่ไหลเข้ามาเป็นครั้งคราวใช่มั้ยล่ะ ?
 แล้วก็ชื่นชมอยู่เสมอว่า โลกภายนอกกำลังก้าวหน้า ไม่ใช่เหรอ」

「ร่างกายของสิ่งมีชีวิตน่ะ... ...ไม่ใช่อุปกรณ์นะ
 ร้านนี้ไม่รับมาขายหรอก」



ไร้ซึ่งคำพูดจนเงียบงันไปชั่วขณะ, แต่เรย์มุกลับแทะอะไรบางอย่างจนเสียงดังกรอบแกรบ
น่าจะถือกระดูกอยู่นี่นา, ผมใจเต้นโครมแล้วหันไปมองเรย์มุ, แต่ปรากฏว่ามันคือขนมเซมเบ้
มันก็แหงอยู่แล้วนี่เนอะ
จะว่าไป, น่าจะได้เวลาอาหารแล้ว, ยังกินไม่หยุดแบบนั้นมันจะดีเหรอ... ...

「เสร็จแล้วโว้ย
 ตามคำขอ, วันนี้เป็นจิราชิซูชิล่ะ」
(จิราชิซูชิ เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง)

มาริสะออกมาจากครัวอย่างฮึกเหิม

「จิราชิซูชิ ? อลังการจริงนะ
 มิน่าล่ะถึงได้ใช้เวลานานน่าดู, เอ๊ะ, ตามคำขอ ?」

มาริสะทำหน้าเหมือนตอนแกล้งคนแล้วพูดว่า

「ก็พูดมาตลอดตั้งแต่เมื่อวานนี่นา ? ว่าอยากกินซูชิน่ะ」

「เคยพูดนะ」

เรย์มุกล่าวในขณะที่แทะขนมเซมเบ้

「กระทั่งเรย์มุ... ...
 ผมเคยพูดแบบนั้นจริงๆเหรอ ?」

「เสียเวลาตรงที่หาพัดมาโบกข้าว (シャリ ชาริ) ให้เย็นลงไม่เจอนี่แหละ
 ไอ้หมวกเนี่ยน้า, พัดไปก็เหนื่อยอย่างเดียว ไม่มีลมเลยสักแอะ」

อ้อ, อย่างนี้นี่เอง
เพราะงั้นมาริสะเลยพูดว่า 「ซูชิ, ซูชิ」 มาตั้งแต่เมื่อครู่... ...
ก็สมเป็นมาริสะนั่นล่ะนะ

「เป็นอะไรไป ? ถ้าไม่รีบกิน เดี๋ยวจิราชิซูชิที่ฉันอุตส่าห์ทำมามันจะเย็นชืดซะก่อนนะโว้ย」

「พยายามทำให้มันเย็นลงอยู่ตั้งนานเลยไม่ใช่เหรอ ?」

เรย์มุพูดพลางแอบเอาขนมเซมเบ้ที่กินเหลือไปวางไว้ที่ชั้นวางของอันเดิม

「ซูชิงั้นเหรอ
 มุขตลกร้ายน่าดูเลยนะ
 มาริสะ」

「ฮึ
 ไม่อยากให้คนที่ถืออัฐิ (舎利 ชาริ) มาให้คนอื่นเห็นเป็นคนพูดเลยว่ะ
 ฟังนะ ? มนุษย์ที่ตายแล้วจะกลายเป็นโบวเรย์(วิญญาณ)นะโว้ย
 อัฐิน่ะมันก็แค่เปลือกนอกเท่านั้น
 ถ้ามีปัญหาอะไรกับเปลือกนอกนั่นก็ไปถามโบวเรย์ซะสิ, ทีเดียวก็ได้คำตอบแล้ว
 ชาริ น่ะเป็นแค่ข้าวในซูชิก็พอแล้ว」

「นั่นสินะ
 แต่ว่า, เพราะเก็บอัฐินั่นมา, วันนี้ถึงได้กินของดีเกินคาด
 นี่ก็คงเป็นเพราะผลบุญจากการที่ผมไปไว้อาลัยแด่ผู้ตายไร้ญาติล่ะมั้ง ?」

「โจรปล้นสุสานก็พูดไปเรื่อยล่ะวะ」

「อุ๊ย, อร่อยจัง
 แต่ว่าคุณรินโนะสุเกะไปล้างมือก่อนจะดีกว่านะ
 อาจจะมีพิษของดอกฮิกันบานะติดมาก็ได้」

「นั่นสินะ
 เอ๊ะ, เรย์มุก็จับกระดูกไม่ใช่เหรอ ? ล้างมือแล้วเหรอ ?」

「แน่นอนอยู่แล้ว」

「แต่เธออยู่ตรงนี้ตลอดเลยไม่ใช่เหรอ」

「มาริสะ, ขอน้ำชาเพิ่มหน่อยสิ」

「อะไรกัน อีกแล้วเหรอ
 เธอไม่ดื่มแล้วนี่นา ?」

เพราะซูชิที่มาริสะทำ, บรรยากาศคึกคักภายในร้านจึงกลับมาเป็นปกติเหมือนทุกที
ออกจะหนวกหูกว่าทุกทีเสียด้วยซ้ำ
ผมน่ะ, ใช้ความสามารถพิเศษเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา, จึงสามารถเลิกคิดเรื่องกระดูกได้ 「อย่างสมบูรณ์」
ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็คงมองเห็นดอกฮิกันบานะเป็นดอกไม้ที่งดงาม หาใช่ดอกไม้ที่มีรูปร่างประหลาดแล้วล่ะ
ผมกำลังคิดเช่นนั้น, ในขณะที่ล้างพิษออกจากมือในห้องครัว





สาระน่ารู้น่าสังเกต...
- ความสามารถในการรู้ชื่อและประโยชน์ของรินโนะสุเกะ รับรู้ผ่านนัยน์ตา
- แขนขวาในที่นี้ นัยถึงแขนที่เกิดจากการ Cloning ซึ่งท่าน ZUN ได้พูดถึงในภายหลังเช่นกัน
- เนินไร้ญาติ บอกใบ้ถึงตัวเกมภาค 9 ที่กำลังจะวางแผงในเวลาต่อมา
- มาริสะมีทักษะด้านการทำอาหารเกินคาด



.........................................................................................................................................................................................

กลับไปที่สารบัญของหนังสือเล่มนี้