CoLA - 017


東方香霖堂 ~ Curiosities of Lotus Asia.
โทวโฮวโควรินโดว (ร้านโควรินโดวแห่งตะวันออก) ~ ความอยากรู้อยากเห็นของดอกบัวเอเชีย


.........................................................................................................................................................................................


ตอนที่ 17
「ราคากระดาษแห่งลั่วหยาง」

 

ความเป็นจริง คือปราสาททรายที่สร้างขึ้นบนข้อมูล
ไม่รู้ว่าทำไมหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นเป็นระยะๆ จึงได้ร่ายรำไปกับสายลมแห่งเกนโซวเคียว,
บทความไร้ความรับผิดชอบเผยแพร่ผ่านปากของผู้คนจนซึมซับไปทั่วเกนโซวเคียว
เนื้อหาในบทความมีมากมายหลายหลาก ตั้งแต่เรื่องเก่ายันเรื่องใหม่ เรื่องที่ใครๆก็รู้ยันเรื่องน่าสงสัยที่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงรึเปล่า

ความเป็นจริงที่พวกเรารู้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ประกอบขึ้นจากข้อมูล
ซึ่งต่อให้เกิดคดีขึ้นที่ไหน, เราก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นกับตาตัวเองเลย,
จึงต้องคาดเดาว่าความเป็นจริงคืออะไร, จากข้อมูลที่ได้จากผู้โชคดีที่ได้เห็นเหตุการณ์เท่านั้น
ความเป็นจริง คือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากรากฐานอันคลุมเครือแบบนั้นนั่นเอง

ความเป็นจริงที่ตั้งอยู่บนรากฐานอันคลุมเครือส่วนใหญ่จะไร้แก่นสารและเปราะบาง
ไม่เพียงเท่านั้น, ข้อมูล สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นเมื่อตนเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล, ก็ต้องเอาใจใส่ด้วยว่ามันสามารถทำให้ความเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไปได้
ทว่า ข้อมูลที่เล่าแต่ความจริงนั้นไม่มีอยู่จริง
ความเป็นจริงนี่แหละคือมายาขั้นสูงสุด
เป็นมายาที่แม้แต่ในเกนโซวเคียวก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง



หนังสือพิมพ์ที่ไม่น่าจะเข้าใจถึงเรื่องนั้นกำลังถูกโปรยไปทั่วเป็นจำนวนมาก, ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากการจัดงานแข่งหนังสือพิมพ์ครั้งใหญ่ของเทนกุ
ไม่ใช่ว่าเพิ่งมีการจัดงานแข่งหนังสือพิมพ์ขึ้นในปีนี้เป็นครั้งแรก, แต่งานแข่งในปีนี้คึกคักมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา
และตัวตนของหนังสือพิมพ์ของเทนกุก็ได้ซึมซับเข้าไปใน Academism (ปรัชญาและความเชื่อ) ของเกนโซวเคียวในเวลาเดียวกัน



แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด, งานแข่งหนังสือพิมพ์ที่น่าจะถูกจัดขึ้นทุกปีถึงได้คึกคักขึ้นอย่างกะทันหันในปีนี้
เชื่อกันว่ามีเหตุผลอยู่สองประการ
หนึ่งคือ ช่วงนี้มีเหตุวิปลาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีข่าวมากมาย
ส่วนอีกหนึ่ง, ซึ่งผมคิดว่าเป็นสาเหตุหลัก, คือ ปริมาณกระดาษเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ราคาลดต่ำลง
เมื่อหากระดาษได้ง่ายก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หนังสือพิมพ์จะเพิ่มจำนวนเพิ่มขึ้น
และเช่นเดียวกัน, ผมเองก็ยินดีอย่างยิ่งที่หากระดาษได้ง่ายขึ้น



――กริ๊งกริ๊ง



「ให้ตายสิ---, บอกว่าเป็นฉบับพิเศษ ฉบับพิเศษ แต่ดันแจกทุกวันอย่างนี้แล้วมันจะพิเศษตรงไหนกันล่ะ」

「เดี๋ยวสิ, เอาเจ้านั่นมาที่ร้านแบบนี้ผมก็ลำบากแย่สิ」 ในมือของเรย์มุมีหนังสือพิมพ์มัดใหญ่อยู่ด้วย (แถมมีแต่ฉบับพิเศษอีกต่างหาก)
ถึงจะเอามาให้ผมด้วยคำจำกัดความว่ากระดาษหนังสือพิมพ์เป็นของที่เก็บได้, แต่ผมไม่ใช่คนเก็บขยะสักหน่อย
และกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ไม่มีทางที่จะกลายเป็นสินค้าได้เสียด้วย

「อ้าว, ทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย ? ไม่ได้อ่านหนังสืออยู่นี่นา」

ผมกำลังขยับมือซึ่งถือพู่กันที่หันหัวเข้าสู่โต๊ะ
ใช่แล้ว, ผมเริ่มเขียนหนังสือแล้ว
ที่จริงผมอยากเขียนมาตั้งนานแล้ว แต่หากระดาษให้เจออย่างสม่ำเสมอไม่ได้
แต่ถ้าเป็นตอนนี้ที่หากระดาษได้ง่ายขึ้นแล้ว, เรื่องที่ต้องทำก็มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

「ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวันน่ะ」

「บันทึกประจำวัน (ไดอารี่) งั้นเหรอ ? ของแบบนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ」

「ก็หนังสือพิมพ์มีแต่เรื่องน่าสงสัยว่าจริงหรือเท็จนี่นา
 ผมเลยอยากจะเขียนข้อมูลที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดน่ะ」

「แต่ก็ไม่ใช่ความเป็นจริงสินะ」

「เมื่อเขียนความเป็นจริง มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความเป็นจริง
 ดังนั้นจึงไม่มีทางเขียนความเป็นจริงได้ไงล่ะ
 จะว่าไปแล้ว, เธอรู้รึเปล่าล่ะว่าทำไมเกนโซวเคียวถึงไม่มีประวัติศาสตร์ที่สมกับเป็นประวัติศาสตร์」

「ก็มันสงบสุขทุกวันนี่นา ?
 สิ่งที่สืบทอดกันมาในประวัติศาสตร์น่ะ, มีแต่เรื่องที่เป็นผลดีต่อคนกลุ่มหนึ่งแต่เป็นผลร้ายต่อคนหมู่มากทั้งนั้นเลย
 แถมพอเกิดเหตุวิปลาสก็ได้รับการคลี่คลายในทันทีอีกต่างหาก」

「ไม่ใช่แค่นั้นหรอก
 สาเหตุที่ไม่มีประวัติศาสตร์น่ะ มันเรียบง่ายยิ่งกว่านั้นอีก... ... !」



การสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแตกของกระจกหน้าต่าง

「ฉบับพิเศษจ้า---
 ถ้าไม่ได้อ่านเจ้านี่ล่ะก็ จะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับคุณนะ---」

แว่วเสียงเทนกุจากผู้อยู่ไกลออกไปจากหน้าต่างที่แตกกระจาย

ผมรีบไปดูใกล้ๆกับหน้าต่างที่แตก, แต่ผู้ที่กำลังแจกจ่ายก็อยู่ไกลเกินไปแล้ว
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจกระจกหน้าต่างที่แตกเลยด้วยซ้ำ



「ให้ตายสิ, จะเป็นฉบับพิเศษหรืออะไรก็ช่างเหอะ, แต่พวกเทนกุเนี่ยไม่คิดจะแจกจ่ายแบบใจเย็นกว่านี้บ้างเลยรึไงนะ」

「แค่ตระเวนแจกฉบับพิเศษนี่ก็แปลกเต็มทีแล้วล่ะ」

ผมเอาหนังสือพิมพ์เก่าที่เรย์มุนำมาไปแปะที่หน้าต่างในฐานะมาตรการฉุกเฉิน
กระดาษหนังสือพิมพ์ทำให้แลดูยาจกชอบกล แต่ก็คิดเสียว่าใช้แทนกระดาษบานเลื่อนละกัน
ตอนนี้ข้างนอกเป็นฤดูที่มีสายลมเย็นพัดผ่านแล้ว, มีกระดาษหนังสือพิมพ์พรรค์นี้แปะไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีล่ะนะ
(กระดาษบานเลื่อน หมายถึง ประตูหรือหน้าต่างบานเลื่อนแบบญี่ปุ่นที่ใช้กระดาษขึงกับโครงไม้)

「กระดาษหนังสือพิมพ์บานเลื่อนแบบนี้ท่าทางเหมือนจะพังในทันทีเลยนะ... ...
 เดี๋ยวก็โดนขว้างหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษเข้ามาทางหน้าต่างบานเดิมอีกรอบหรอก ?」

「ไม่หรอก, มันไม่เป็นแบบนั้นหรอก
 ถึงจะเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ แต่กระดาษแข็งแกร่งกว่ากระจกนะ
 อย่างมากเลยเชียวล่ะ」

「มันจะจริงเร้อ」

「เรย์มุไม่เคยนึกสงสัยเลยเหรอ ? ว่าทำไมกระดาษที่ทั้งบางและนุ่มนิ่มแบบนั้นถึงได้ถูกนำมาใช้ทำประตูกับหน้าต่าง」

「เพื่อให้แสงลอดผ่านได้ไม่ใช่เหรอ ?」

「ถ้าแค่นั้นล่ะก็, ตอนนี้จะใช้กระจกแทนก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยไม่ใช่เหรอ
 และเดี๋ยวนี้ความจำเป็นที่จะต้องให้แสงจากภายนอกลอดเข้ามาในบ้านก็ลดลงไปแล้วด้วย」

ผมเล่าความลึกลับของกระดาษบานเลื่อนในฐานะเขตแดนให้เรย์มุฟัง
กระดาษที่ถูกนำมาใช้ทำบานประตูนั้น หากคิดจะทำลาย แม้แต่กำลังของเด็กก็สามารถทำลายได้
หากสัมผัสด้วยมือที่เปรอะเปื้อน ก็จะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
เพราะมันต่างจากกระจกตรงที่ไม่อาจเช็ดล้างได้

แต่เพราะเป็นกระดาษบานเลื่อนแบบนั้นแหละ จึงจำเป็นต้องมีผู้ที่คอยตำหนิติเตียนการทำลายหรือทำให้มันสกปรก
คอยดุด่าเมื่อเด็กเล่นซนใกล้กับกระดาษบานเลื่อน
คอยห้ามไม่ให้เด็กเอามือสกปรกไปจับกระดาษบานเลื่อน
เมื่อมีคนแบบนี้อยู่, กระดาษบานเลื่อนก็จะเริ่มมีบทบาทหน้าที่ในฐานะกระดาษบานเลื่อน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว, มันก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ติดตั้งกระดาษบานเลื่อน
ความแข็งแรงทนทานของกระดาษบานเลื่อนจึงขึ้นอยู่กับพลังของบุคคลนั้นหรือบ้านหลังนั้น, ซึ่งเป็นความแข็งแกร่งที่มิอาจวัดค่าได้

กระดาษบานเลื่อนจึงเป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดมาอาละวาดในละแวกใกล้กับสิ่งปลูกสร้าง และไม่มีผู้ใดกระทำรุนแรงต่อประตู
หากแทนที่สิ่งนี้ด้วยวัสดุที่มีจุดขายเรื่องความแข็งแรงทนทาน อย่างเช่นโลหะหรือหิน, มนุษย์ก็จะไม่รอบคอบ และกระทำการรุนแรงภายในอาคาร
สุดท้าย ความแข็งแรงทนทานนั้นก็จะถูกทำลายในเวลาไม่นานนัก

กระดาษบานเลื่อนมีพลังในการป้องกันการกระทำที่เป็นอันตรายของมนุษย์ล่วงหน้า
แต่ความแข็งแรงทนทานของกระดาษบานเลื่อนไม่ได้เป็นค่าตายตัว, หากแต่แปรผันตามพลังของผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน
กระดาษบานเลื่อนของบ้านร้างสามารถถูกทำลายได้ง่ายด้วยกำลังของเด็กทารก
แต่กระดาษบานเลื่อนของศาลเจ้าซึ่งเป็นที่อาศัยของเทพนั้น แม้แต่กำลังของผู้ใหญ่ก็ไม่มีทางทำลายได้

「คุณรินโนะสุเกะ
 กระดาษบานเลื่อนที่ไม่น่าจะถูกทำลายได้ที่ว่าน่ะ มีตารึเปล่า ?」



ผมมองไปที่หน้าต่างแล้วพบว่ามีดวงตากำลังจ้องมองผ่านทางรูที่เกิดจากการเจาะกระดาษหนังสือพิมพ์บานเลื่อน

「――แล้ว, ฉบับพิเศษของวันนี้มีข่าวอะไรบ้างล่ะ ?」

ผมให้มาริสะแปะซ่อมหน้าต่างกระดาษหนังสือพิมพ์, โทษฐานที่เจาะรูมัน

「อ้อ, มีแต่ข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ น่ะนะ
 ข่าวว่าได้ตัวผู้ชนะเลิศของงานแข่งหนังสือพิมพ์ครั้งใหญ่ของเทนกุแล้ว
 ผู้ชนะเลิศคือหนังสือพิมพ์ 『คุรุมะไคโฮว (ข่าวประโลมจิตแห่งคุรุมะ)』 ของโอโอเทนกุที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน」

「เป็นข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ จริงๆเลยน้า... ...」

「เป็นข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ จริงๆเลยว่ะ」

ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์ 『คุรุมะไคโฮว』 ของโอโอเทนกุที่เป็นผู้ชนะเลิศมาก่อน
ส่วนหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษ 『บุนบุนมารุชินบุน (หนังสือพิมพ์บุนบุนมารุ)』 ที่ถูกขว้างเข้ามาทางหน้าต่างเมื่อครู่นี้,
เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขียนเกินจริงจนแลดูน่ารักเลยทีเดียว
สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ภายในมีแต่เรื่องสนุกแปลกๆที่แตกต่างจากความจริงอย่างมาก มีทั้งเรื่องเกิดขึ้นจริงและเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น
แถมยังอัดข้อมูลลงไปเท่าที่จะใส่ได้ จนกลายเป็นของร้ายกาจที่แค่ดูเหมือนมีเนื้อหาสาระเท่านั้น

สิ่งที่อัดเหตุการณ์ต่างๆเท่าที่มีลงไป คงจะทำให้พวกที่ไม่คิดอะไรมากมายรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรู้อะไรบางอย่างล่ะมั้ง
ถ้าแค่เอาข้อมูลมาวางเรียงกันแล้วกลายเป็นความรู้ขึ้นมาได้ล่ะก็,
ความรู้ของผู้คนก็ไม่ต่างจากหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ที่บันทึกเหตุการณ์เอาไว้เฉยๆ
เหตุผลที่เราได้รับความรู้จากหนังสือหรือหนังสือพิมพ์นั้น, แน่นอนว่ามิได้เป็นเพราะมีความรู้อยู่ในนั้น
เรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ คือรากฐานอันคลุมเครือที่ประกอบกันเป็นความจริงขึ้นมา หรือก็คือ ข้อมูล นั่นเอง
ซึ่งสิ่งนั้นไม่เพียงพอต่อการเรียกขานว่า ความรู้
แต่เมื่อพิจารณาถึงต้นตอของข้อมูล ก็จะเริ่มเกิดความรู้ขึ้น
หากไม่พูดถึงเนื้อหาข่าว, 『บุนบุนมารุชินบุน』 กลับมีเรื่องให้ขบคิดพิจารณามากมาย เมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์ของโอโอเทนกุ
ซึ่งยังผลให้เกิดความรู้ขึ้นอย่างมากมาย, ผมคิดเช่นนั้น
แต่ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเนื้อหาข่าวนะ



「ว่าแต่, ทำไมจู่ๆหนังสือพิมพ์ถึงได้เพิ่มขึ้นล่ะ ?
 ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยสักนิดนึง แต่งานแข่งหนังสือพิมพ์ก็จัดกันทุกปีนี่นา ?
 ถ้างั้นเหตุผลก็น่าจะมาจากงานแข่งหนังสือพิมพ์อย่างเดียวไม่ใช่เหรอ ?」

「เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่สามารถหากระดาษได้ง่ายขึ้นน่ะ
 ราคากระดาษในเกนโซวเคียวตอนนี้กำลังลดลงอย่างกะทันหัน
 เพราะว่ามีกระดาษจำนวนมากหลุดหลงจากโลกภายนอกเข้ามาน่ะ」

「หืม---, ต่อจากยูวเรย์(ผี)ก็เป็นกระดาษงั้นสิน้า
 หลุดหลงกันเข้ามาเต็มที่เลยนะเนี่ย」
(อาจนัยถึงเหตุการณ์ในตอนที่ 13 หรือเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น)

「คอมพิวเตอร์ เป็นภูตรับใช้ที่รวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องใช้กระดาษน่ะ
 ถ้าเอาเรื่องนี้กับเรื่องการเพิ่มขึ้นของกระดาษมาคิดร่วมกัน,
 ก็อาจกล่าวได้ว่า การเผยแพร่ข้อมูลด้วยกระดาษกำลังเข้าสู่ขอบเขตแห่งมายาแล้ว
 บางทีแม้แต่การเขียนหนังสือก็อาจกลายเป็นมายาสำหรับโลกภายนอกไปแล้วก็เป็นได้
 แต่ด้วยกุศลผลบุญนั่น ก็เลยทำให้ผมเริ่มคิดจะเขียนหนังสือขึ้นมาน่ะนะ」

「หลงลืมกันได้ง่ายๆอย่างนั้นเลยเหรอวะ ?」 (เพราะกลไกคือ หากสิ่งใดถูกหลงลืม จะหลุดหลงเข้าสู่เกนโซวเคียว)

「คนที่เขียนหนังสือเขาก็ไม่ได้ขี้ลืมกันทุกคนนี่นา ?」

「ยังไงก็เป็นเฮบิอิจิโกะอยู่ดีล่ะวะ」 (สตรอเบอร์รี่ที่ผสมเกสรแล้วจะออกผลในสามวัน) (มาริสะหมายถึง ลืมภายในสามวัน)

「ถ้าจะพูดแบบนั้นล่ะก็ คงหมายถึง นักบวชนิฉิเรน ล่ะสิ ?」
(นิฉิเรน คือผู้ก่อตั้งนิกายนิฉิเรนแห่งศาสนาพุทธในญี่ปุ่น ซึ่งตัวเขามีอายุขัยเพียง 60 ปีเท่านั้น เรย์มุจึงอาจหมายถึง เสียชีวิต(ลืม)อย่างรวดเร็ว)

「ที่พวกเธออยากพูดคงจะเป็น ภิกษุสามวัน แน่ๆ」 (สำนวนญี่ปุ่น หมายถึง เบื่อง่ายหน่ายเร็ว)

เกนโซวเคียวไม่มีประวัติศาสตร์ที่สมกับเป็นประวัติศาสตร์
ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะสงบสุขทุกวัน หรือเกิดเหตุวิปลาสแล้วถูกคลี่คลายในทันที
แต่เป็นเพราะเหตุผลที่เรียบง่ายยิ่งกว่านั้น

นั่นก็คือ โยวไคมีอายุขัยยืนยาวเกินไป
แม้แต่เรื่องที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว,
ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่ก็ยังคงสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้เรื่อยๆ,
ความเป็นจริงที่ตั้งอยู่บนข้อมูลอันคลุมเครือแบบนั้น ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันตายตัวเสียที
ความเป็นจริง คือปราสาททรายที่สร้างขึ้นบนข้อมูล นั่นเอง
ความเป็นจริงที่ไม่แน่ชัดว่าเป็นจริงหรือเท็จ แม้กำเนิดขึ้นก็จะถูกสายลมปัดเป่าจนพังทลาย
ต่อให้สร้างปราสาทแห่งความเป็นจริงขึ้นมาสักเท่าใด ก็จะถูกสายฝนชะล้างจนละลายสิ้น
มุมมองจากสังคมคือสิ่งสำคัญที่สุดในการกลายเป็นประวัติศาสตร์
แต่ถ้าผู้เกี่ยวข้องยังมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางหลีกหนีมุมมองส่วนบุคคลของเขาไปได้
เกนโซวเคียวจึงไม่มีประวัติศาสตร์

ผมตั้งใจจะเขียนถึงเกนโซวเคียวด้วยมุมมองทางสังคมเท่าที่จะทำได้ลงไปในกระดาษที่หลุดหลงมาจากโลกภายนอก
หากว่าสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์, การเริ่มเขียนหนังสือนี่ล่ะคือจุดเริ่มต้นแรกสุดของประวัติศาสตร์
และจุดเริ่มต้นแรกสุดของประวัติศาสตร์อันนี้นี่ล่ะที่จะก่อกำเนิดประวัติศาสตร์แห่งเกนโซวเคียว
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเขียนคำนำของหนังสือตัวเองว่า 「ประวัติศาสตร์ของเกนโซวเคียวได้ถือกำเนิดขึ้น」



「ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กระดาษมันเพิ่มขึ้นเยอะเกินไปแล้วน้า
 แล้วพวกเทนกุไปรวบรวมกระดาษมากมายขนาดนี้มาจากไหนล่ะ ?」

「การที่กระดาษเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นได้เพียงสาเหตุเดียวคือการใช้กระดาษที่โลกภายนอกลดต่ำลง
 เมื่อกี้ก็บอกไปแล้วนี่นา, ว่าการเผยแพร่ข้อมูลด้วยกระดาษน่าจะกลายเป็นมายาไปแล้ว」

「สุดท้ายไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องบอกเล่ากันปากต่อปากงั้นเหรอ
 ก็เพราะโลกภายนอกมีคนเยอะนั่นล่ะนะ
 ก็เลยมีปากเยอะตามจำนวนคนไปด้วย」 (มาริสะลืมเรื่องคอมพิวเตอร์ที่รินโนะสุเกะสอนซะแล้ว)

「แต่ในทางกลับกัน, จากนี้ไปการส่งข้อมูลผ่านกระดาษในเกนโซวเคียวอาจจะคึกคักขึ้นก็ได้นะ」

「เหมือนหนังสือพิมพ์ของเทนกุน่ะเหรอ ? แบบนั้นก็แย่สิวะ」

「แย่เลยน้า」

「ก็... ...คงจะแย่ล่ะนะ」


(ในภาพ : กิจการรุ่งเรืองมาก)

อีกเดี๋ยวประวัติศาสตร์ก็จะถือกำเนิดขึ้นในเกนโซวเคียวด้วยน้ำมือของผมแล้ว
ยุคที่หนังสือที่ผมเขียนจะกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์แห่งเกนโซวเคียวกำลังจะมาถึงแล้วสินะ
ณ ตอนนั้น Academism ของเกนโซวเคียวจะเริ่มเคลื่อนไหว และเกนโซวเคียวจะใกล้ชิดกับโลกภายนอกมากขึ้น
ซึ่งพอเป็นแบบนั้น, หนังสือที่ผมเขียนก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนร้านของผมมั่นคง
ของขายในร้านก็จะไม่มีแค่ของที่เก็บมาได้อีกต่อไป, และร้านโควรินโดวก็จะมีความเป็นร้านขายอุปกรณ์มากขึ้นด้วย

เมื่อกระดาษจำนวนมากหลุดหลงเข้าสู่เกนโซวเคียว, ราคากระดาษในเกนโซวเคียวก็จะลดลง
และในเวลาเดียวกัน, ความต้องการกระดาษเพื่อใช้ในการเขียนหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การที่ราคากระดาษลดต่ำลงในเกนโซวเคียวทำให้ราคากระดาษเพิ่มขึ้นที่ลั่วหยาง
เมื่อกระดาษหายไปจากโลกภายนอก, กระดาษในเกนโซวเคียวก็จะเพิ่มขึ้น
เมื่อฝูงนกโทคิโบยบินบนท้องฟ้าเกนโซวเคียว, ท้องฟ้าของโลกภายนอกก็จะสูญเสียนกโทคิไป
ไม่ว่าเรื่องอะไรต่างก็มีความสมดุลในตัวของมันเอง
มนุษย์ที่คอยมองแต่สิ่งเล็กน้อยจึงไม่มีทางมองเห็นตาชั่งของโลกใบนี้ได้

「ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็มีแต่ข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ จริงๆเลยแฮะ
 อย่างข่าวที่ว่า ค้นพบความกว้างของแม่น้ำซันสึแล้ว เนี่ย
 รู้ไปแล้วมันมีอะไรน่าดีใจเหรอ ?」

มาริสะแก้มัดหนังสือพิมพ์เก่าที่เรย์มุนำมา และกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีแต่ข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ

「ความกว้างของแม่น้ำซันสึก็หมายถึงระยะเวลาที่ใช้ในการพายข้ามจนถึงอีกฝั่ง
 มนุษย์อย่างพวกเธอก็จะได้ตายลงอย่างสบายใจไงล่ะ」

「ถ้าต้องใช้เวลามากก็จะน่าเบื่อ เลยต้องพกอะไรติดตัวไปก่อนตายสินะ」

「แสดงว่ามาริสะก็รู้ตัวเองดีว่าแม่น้ำจะกว้างมากตอนที่ตัวเองต้องข้ามไปสินะ」

「กว้างก็ต้องดีกว่าแคบสิ」

「ไม่ดีหรอก
 การที่แม่น้ำกว้างก็แสดงว่ามีความสัมพันธ์กับผู้คนเพียงเล็กน้อย กล่าวคือมีเพื่อนน้อยคนที่จะเชื่อใจให้เธอยืมเงิน
 ชอบหยิบสินค้าในร้านไปตามอำเภอใจแบบนี้คงเจอแม่น้ำที่กว้างจนข้ามไปไม่ถึงอีกฝั่งเลยล่ะมั้ง ?」

「เพราะงั้นยิ่งกว้างก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ
 ยิ่งกว้างมาก ฉันก็ยิ่งหยิบสินค้าในร้านไปตามอำเภอใจได้ใช่ม้า ?」 (มาริสะตีความสลับกันซะงั้น)

แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีแต่ข่าวที่ จะเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ, แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้พวกมาริสะได้ใช้สมองและได้รับความรู้
สิ่งที่เรียกว่าความรู้ คือสิ่งที่ต้องเริ่มคิดด้วยตัวเองและสร้างเป็นทฤษฎีของตนเองขึ้นมา
มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องคิดตามสิ่งที่ถูกเขียน เพื่อให้เริ่มเกิดเป็นความรู้ขึ้น
หนังสือหรือหนังสือพิมพ์ที่รวบรวมเฉพาะข้อมูลหรือเหตุการณ์จำนวนมากเอาไว้ก็ถือว่ามีประโยชน์ แต่มันไม่ได้รวมความรู้เอาไว้ด้วย
แค่มอง แค่อ่าน แค่รู้ แค่เขียน แค่เสวนา มิได้ทำให้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นแต่อย่างใด

ผมคิดว่ามันเป็นความผิดพลาดที่ยกตำแหน่งชนะเลิศให้แก่หนังสือพิมพ์ของโอโอเทนกุที่ทำให้เกิดการไม่คิดด้วยตนเอง
การประเมินคุณภาพของหนังสือพิมพ์ด้วยจำนวนที่มีคนรับหนังสือพิมพ์แบบประจำได้เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง
สิ่งที่ผมเห็นคือการเพิ่มจำนวนมากขึ้นของมนุษย์และโยวไคที่เข้าใจผิดว่าตนเองได้รับความรู้เท่านั้น
ถ้าคราวหน้าได้เจอเทนกุ, ลองรายงานไปแบบนี้ดูดีกว่า



「แต่ว่าน้า, งานแข่งหนังสือพิมพ์ของเทนกุก็จบลงไปแล้วนี่ ?
 เท่านี้หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษที่ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรจะได้ลดจำนวนลงสักที」

「นั่นสินะ
 ที่สำคัญคือ แม้จะแจกจ่ายฉบับพิเศษออกมาเป็นระยะๆ ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดผู้รับหนังสือพิมพ์แบบประจำสักหน่อย
 ถึงผมจะคอยอ่านฉบับธรรมดาอยู่เป็นระยะๆก็เถอะ แต่ก็ยังถูกแจกฉบับพิเศษอยู่ดี
 ฉบับพิเศษน่ะ เอาไว้ให้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเองก็พอแล้วล่ะ」

「แต่ว่า, งานแข่งหนังสือพิมพ์มันจัดกันทุกปีใช่มะ ?
 พวกเทนกุชอบคิดไวไม่ต่างจากฝีเท้าอันรวดเร็ว, เดี๋ยวก็คงจะเริ่มเตรียมตัวสำหรับงานแข่งปีหน้าแล้วล่ะมั้ง... ...」



หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษถูกขว้างทะลุกระดาษหนังสือพิมพ์บานเลื่อนอีกครั้ง, ราวกับจะขัดบทพูดของมาริสะ
ทั้งสองมองไปที่หนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษที่ถูกขว้างเข้ามาทางหน้าต่างด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ

ส่วนผมรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อคิดว่า คงต้องแปะซ่อมบานเลื่อนไปตลอดทั้งปีแหงๆ





สาระน่ารู้น่าสังเกต...
- ล้อชื่อเรื่อง กระดาษแพงในลั่วหยาง ซึ่งกล่าวถึงความต้องการกระดาษที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนยุคโบราณ ทำให้ราคากระดาษแพงขึ้น
- การที่มีกระดาษหลุดหลงเข้ามาสู่เกนโซวเคียวเป็นจำนวนมาก อาจเกิดจากการที่โลกภายนอกใช้คอมพิวเตอร์
- อาจล้อตัวเองด้วยเช่นกัน เนื่องจากตอนที่ 17 นี้ต้องย้ายจากนิตยสารมาลงให้อ่านฟรีในเวบแทน
- นิยายตอนที่ 17 นี้วางแผงหลังหนังสือและตัวเกมภาคหนังสือพิมพ์
- หากดูจากภาพประกอบภาพแรกของตอนที่ 17 นี้ จะเห็นว่ามี ชาเมย์มารุ อายะ อยู่นอกหน้าต่างด้วย
- บทพูดของเทนกุที่ได้ยินในตอนแรก ก็คือบทพูดยามแจกหนังสือพิมพ์ของ ชาเมย์มารุ อายะ นั่นเอง (link)
- หากดูจากภาพประกอบภาพที่สองของตอนที่ 17 นี้ จะเห็นว่าบนหนังสือพิมพ์มีภาพรินโนะสุเกะ เรย์มุ และมาริสะยืนดื่มโคล่าอยู่
   ซึ่งมันก็คือภาพประกอบภาพแรกของตอนที่ 16 นั่นเอง (link)
   นอกจากนี้ยังมีภาพหน้าปกของภาคหนังสือพิมพ์อยู่ทางด้านบนด้วย
- คุรุมะไคโฮว 鞍馬諧報 ย่อยมุขได้ดังนี้
   1. คุรุมะ มาจากชื่อของภูเขาคุรุมะ ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่อาศัยของโอโอเทนกุชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คุรุมะเทนกุ
     ซึ่งเป็นผู้สอนวิชาดาบอันล้ำเลิศให้แก่ มินาโมโตะ โนะ โยชิทสึเนะ จนสร้างชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่น
   2. คำว่า 諧報 (ไคโฮว) เป็นคำที่ไม่มีความหมายเฉพาะตัว เกิดจากการนำสองคำมาผสมกัน คือ 諧 (สงบ บรรเทา) + 報 (ข่าว)
     และคำว่า 諧報 นี้พ้องเสียงกับคำว่า 会報 (จดหมายข่าวในสมาคม) 回報 (จดหมายเวียน) และ 快報 (ข่าวดี)
   ซึ่งการที่หนังสือพิมพ์ชื่อคุรุมะไคโฮวนี้มาปรากฏในเกนโซวเคียว อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีการเข้าออกเกนโซวเคียวก็เป็นได้
   แต่บางทีอาจเป็นเทนกุในเกนโซวเคียวที่ตั้งชื่อขึ้นมาตามใจชอบก็เป็นได้
- นิกายนิฉิเรน ถูกโจมตีจากนิกายอื่นอย่างหนักจนมิอาจตั้งหลักได้ จึงย้ายสำนักไปยังเมืองซาโดะ และซ่อนตัวจนสาบสูญไป



.........................................................................................................................................................................................

กลับไปที่สารบัญของหนังสือเล่มนี้